Nature Explorer

Wildflower Australia

E-mail Print PDF

ดอกไม้ป่าเบ่งบานที่ออสเตรเลียตะวันตก
เรื่องและภาพ ดวงดาว สุวรรณรังษี

เมื่อคิดถึงออสเตรเลียในฐานะดินแดนแห่งการบุกเบิก ก็ต้องมุ่งไปยังรัฐออสเตรเลียตะวันตก อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสำรวจของชาติตะวันตกในทวีปอันน่าทึ่งนี้ เช่นเดียวกับบรรพบุรุษชาวอะบอริจิน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลียที่ล่องเรือมาจากแถบหมู่เกาะอินโดนีเซีย ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานกว่า 50,000 ปีมาแล้ว ก่อนที่ชาวยุโรปจะล่องเรือมายังชายฝั่งตะวันตก แล้วค่อยๆ อพยพมาครอบครองแผ่นดินทั้งทวีปในปัจจุบัน

ทว่าการเดินทางครั้งแรกของนักเดินทางสมัยปัจจุบันมักจะไปเริ่มต้นที่เมืองอื่นๆ ทางฝั่งตะวันออกของทวีปออสเตรเลีย เช่น ซิดนีย์ เมลเบิร์น กันเสียมากกว่า แม้ว่าฉันจะไปมาแล้วทั้งตะวันออก ทางใต้ และใจกลางทวีป แต่ก็ยังติดใจสงสัยในสิ่งที่กล่าวขานกันถึงฤดูดอกไม้บานที่ออสเตรเลียตะวันตก เพราะสำหรับดินแดนที่แห้งแล้งราวทะเลทรายเช่นที่ออสเตรเลีย ใครบ้างจะคิดว่าทวีปอันกว้างใหญ่ไพศาลจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งงดงามตระการตา จนกระทั่งเขาเพรียกขานดินแดนแถบนี้กันว่า “Wildflower Country” ซึ่งในที่สุดปฏิทินการเดินทางสู่ทุ่งดอกไม้ป่าออสเตรเลียตะวันตกของฉันก็เพิ่งสมหวังเมื่อเดือนกันยายน ฤดูกาลที่แล้วนี้เอง

เพิร์ท เมืองหงส์ดำ

บนเส้นทางการบินจากกรุงเทพฯ สามารถบินตรงสู่เพิร์ท เมืองหลวงของออสเตรเลียตะวันตก ด้วยระยะเวลาเพียง 6 ชั่วโมง 45 นาทีเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นเมืองที่ใกล้เมืองไทยที่สุดก็ว่าได้ เช้าบินออกจากกรุงเทพฯ บ่ายๆ ก็ถึงแล้ว จากสนามบินนั่งแท็กซี่เข้าเมืองก็สะดวก เพิร์ทเป็นเมืองไม่ใหญ่โต พลุกพล่านนัก ตัวเมืองตั้งอยู่เหนือสายน้ำเพิร์ท (Perth Water) ซึ่งบรรจบกับแม่น้ำสวอน (Swan River) ตั้งแต่สมัยบุกเบิก หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ถูกตั้งชื่อว่าเพิร์ท และมีหงส์ดำอาศัยอยู่รอบๆ มากมาย จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมาจนเท่าทุกวันนี้ ด้วยทำเลที่ตั้งอันเป็นแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ มีบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งน้ำ ส่วนในเมืองมีพื้นที่สวนสาธารณะกว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร แม้แต่ในย่านธุรกิจก็จะมีสวนสาธารณะคิงส์ ปาร์ค (King’s Park) ซึ่งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่โด่งดัง ซึ่งฉันก็หมายมาดว่าจะไปชมให้ได้ เพราะเป็นแหล่งที่ปลูกดอกไม้ท้องถิ่นให้ชมมากมาย


เพิร์ทในอดีตไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการบุกเบิกดินแดนออสเตรเลีย ยังเป็นแหล่งขุดทองที่สำคัญแห่งหนึ่งในยุคตื่นทอง ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของรัฐออสเตรเลียตะวันตก กว่า 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร เทียบขนาดพื้นที่นี้ กว้างใหญ่กว่าเยอรมัน อังกฤษ และญี่ปุ่นรวมกันเสียอีก ทว่ากลับมีประชากรไม่มากเท่าไร ด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้ง ทว่ากลับมีทรัพยากรมากมาย นอกจากทองแล้ว ยังพบสายแร่ทั่วทั้งรัฐ เช่น แร่ยูเรเนียม ก๊าซและน้ำมัน นั่นเป็นเป็นเหตุให้เพิร์ทกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ทำให้เกิดอาคารสำนักงานแทรกขึ้นมาในเมือง ขณะเดียวกันก็ยังมีอาคารเก่าแก่ในแถบสเตอร์ริ่ง การ์เด้น (Stirling Garden) และบนถนนเมอร์เรย์ (Murray Street) และถนนเฮย์ (Hay Street) ที่มีสถาปัตยกรรมแบบยุคอาณานิคม (Colonial Style) ทว่าในย่านเดียวกันจะมีกลุ่มอาคารสถาปัตย์แบบทิวดอร์ดูแตกต่างออกไป คือลอนดอนคอร์ท (London Court) ที่ตั้งอยู่บนถนนเมอร์เรย์ตะวันออก (East Murray Street) ย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นร้านขายของที่ระลึก ตลอดจนห้างสรรพสินค้า
เมื่อแท็กซี่นำเรามาจอดบนถนนเฮย์ อันเป็นที่ตั้งของโรงแรม Criteorion ซึ่งฉันจองมาทางอินเทอร์เน็ต จึงได้รู้ว่าโรงแรมนี้เป็นหนึ่งในอาคารเท่าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ภายในไม่หรูหรา แต่มีความคลาสสิกเรียบง่าย จุดเด่นของโรงแรมนี้ที่เราคาดไม่ถึงคือมีภัตตาคาร ซึ่งอาหารอร่อยเลิศทั้งสามมื้อ แถมยังเดินไปเที่ยวชมอาคารเก่าบนย่านถนนเมอร์เรย์และถนนเฮย์ได้โดยสะดวก ทั้งบริษัทรถนำเที่ยวต่างๆ ก็อยู่ใกล้ๆ เยื้องโรงแรมไปนิดเดียว

ไกลจากโรงแรมเพียงแค่นั่งรถเมล์หรือแท็กซี่ราวสิบนาทีก็ไปถึงคิงส์ พาร์ค ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่คุณไม่ควรพลาด เพราะเป็นสวนพฤกษศาตร์ที่สวยงามรื่นรมย์มาก นอกจากจะมีจุดชมทิวทัศน์เมืองเพิร์ทที่ตั้งริมน้ำแล้ว ยังมีสวนป่าที่กว้างใหญ่มาก จุดเด่นอีกประการหนึ่งคือที่นี่เป็นแหล่งรวมพันธุ์พืชเฉพาะถิ่นของออสเตรเลียตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเบาบับ (Boabab) กราสทรี (Grass Tree) อคาเซีย (Acacia) ตลอดจนดอกไม้ป่าและกล้วยไม้ป่า ซึ่งสวยงามมาก ยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายน ดอกไม้ป่าที่เขาคัดเลือกมามากมายหลายชนิดจะบานสะพรั่ง ยิ่งถ้านักท่องเที่ยวที่ไม่มีเวลาไปตระเวนดูดอกไม้ป่าแล้ว ก็จะได้สัมผัสความงามของออสเตรเลียตะวันตกได้ที่นี่ แม้แต่พวกเราที่ไปตระเวนดูตามทัวร์ดอกไม้ป่ามาแล้ว ก็มาเก็บตกและทำความรู้จักกับดอกไม้แต่ละชนิดกันอย่างประทับใจมากขึ้น อย่างเช่น กงเล็บจิงโจ้ (Gangaroo Paw) ที่สวนนี้มีครบทุกสีทุกชนิด มากกว่าที่เราเห็นในธรรมชาติเสียอีก จนคิดว่าถ้ามาเพิร์ทแล้ว ควรหาเวลามาพักผ่อนที่สวนนี้สักครึ่งวันเป็นอย่างน้อย
เส้นทางดอกไม้

เบื้องหลังการเดินทางครั้งนี้มีที่มาจากความหลงใหลในธรรมชาติ ฉันจึงรู้ซึ้งดีว่าการจะชมดอกไม้ป่านั้นต้องตรวจสอบว่าฤดูกาลไหนดอกไม้บานเต็มที่ และสิ่งสำคัญคือผู้ที่จะนำไปชมดอกไม้ป่านั้นต้องเป็นผู้ชำนาญการอย่างแท้จริง ฉันจึงเข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวออสเตรเลียตะวันตกโดยตรง ซึ่งผลก็คือได้ไปทัวร์ดอกไม้ป่า ซึ่งเป็นทัวร์เฉพาะด้านจริงๆ การจัดรายการทัวร์ในแต่ละช่วงเวลาจะไม่เหมือนกัน เพราะดอกไม้ป่าจะเริ่มบานตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจากทางเหนือของรัฐ ลงไปจนถึงทางใต้ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งครั้งนี้ฉันเลือกเดินทางในช่วงกันยายน อันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะสังเกตดูจากการออกรายการทัวร์ดอกไม้ตามเส้นทางสายเหนือจะออกทัวร์ในช่วงเวลานี้ ส่วนทัวร์สายใต้มักจะออกทัวร์ในช่วงตุลาคมเป็นต้นไป

รัฐออสเตรเลียตะวันตกมีชื่อเสียงเรื่องดอกไม้ป่ามากก็เนื่องจากมีดอกไม้มากกว่า 12,000 ชนิด ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพฤกษศาสตร์ที่หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เส้นทางสายเหนือและตะวันออกที่ฉันเลือกเดินทางมาชมดอกไม้ป่านี้มีทุ่งดอกไม้ที่โดดเด่นมากที่สุดคือทุ่งดอกเอเวอร์ลาสติ้ง (Everlasting) ซึ่งลักษณะเหมือนดอกกระดาษ หลากสี ขนาด และรูปลักษณ์ ทั้งยังมีดอกไม้ที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์มาก เรียกกันว่าดอกหรีด (Wreath) ขึ้นอยู่กับพื้นติดดินแตกดอกออกเป็นช่องกลมเหมืองพวงหรีด นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้หลายชนิด ตลอดจนดอกไม้ท้องถิ่นหลายชนิด จำพวกแบงเซีย (Banksia) ดอกยูคาลิบตัส (Eucalyptus) ดอกอคาเซีย (Acacia) เป็นต้น

เริ่มวันแรกพอขึ้นมาอยู่บนบัสทัวร์ สมาชิกนักชมดอกไม้ราว 20 คน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทัวร์นานาชาติก็ว่าได้เพราะมาจากญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา และไทย ทว่าดูจะมีความสนใจเรื่องดอกไม้กันจริงๆ ทุกคนจะได้รับแจก คู่มือดูดอกไม้ เป็นพ๊อคเก็ตบุ๊ค คือ Guide to Spring Wildflowers of Western Australia Part 1 Kalbarri and the Goldfields นอกจากนี้หน้ารถยังมีหนังสือดอกไม้ป่าเล่มใหญ่ให้ยืมดูอีกเป็นตั้ง พร้อมกับคำอธิบายและบรรยายของไกด์ และคนขับรถ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าทัวร์ไปด้วยในตัว เพราะจะให้บริการเรื่องอาหาร และเลี้ยงน้ำชากาแฟตลอดทาง ซึ่งเรามักจะแวะรับประทานตามรายทางเหมือนไปปิคนิค ระหว่างการเดินทางชมดอกไม้

ช่วงเช้าหลังออกจากเพิร์ทไปสัก 2 ชั่วโมง ก็แวะไปดื่มชากาแฟ ก่อนที่จะไปดูดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลียตะวันตก เพราะมีถิ่นกำเนิดในแถบนี้ นั่นคือ กงเล็บจิงโจ้ (Kangaroo Paw) ด้วยกิ่งก้านยาวเมตรกว่า สีเขียวและแดงเป็นกำมะหยี่ ดอกเป็นเหมือนใบดาบบิดปลายหยักขึ้นไป มีเกสรเป็นเส้นยื่นออกมา เขาว่าเหมืองกงเล็บของจิงโจ้ ซึ่งเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นของออสเตรเลีย ดอกไม้ชนิดนี้แม้จะพบทั่วไป แต่ก็ต้องถือว่าเป็นไม้เฉพาะถิ่นของออสเตรเลียตะวันตก ชาวอะบอริจินใช้ปรุงยา แม้ว่าต่อมาจะมีการปลูกขยายพันธุ์ไปยังสหรัฐ และญี่ปุ่น เพราะเป็นดอกไม้ประดับที่สวยงาม ออกดอกช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ส่วนใหญ่จะเห็นชนิดสีแดงเขียว คือ Mangles Kangaroo Paw อีกแบบหนึ่งเป็นต้นเล็กๆ ดอกสีเหลือง หายากกว่ามาก

จุดหมายของการเดินทางวันแรกทัวร์ดอกไม้จะนำไปยังเมืองเจรัลตัน (Geraldton) เมืองนี้ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล ซึ่งไกลจากเพิร์ธมาราว 450 กิโลเมตร เราจึงพักที่เมืองนี้และใช้เป็นจุดศูนย์กลางเดินทางไปชมดอกไม้ป่า ทางเหนือคือ คาลบาร์รี่ (Kalbarri) และทางตะวันออกคือ มัลเลวา (Mullewa)

วันที่สองของปฎิบัติการตามหาดอกไม้ป่าจะไปเมืองมัลเลวา ซึ่งห่างจากเจรัลตัน ราว 98 กิโลเมตร เมืองนี้โด่งดังมากในฐานะที่เป็นแหล่งของดอกเอเวอร์ลาสติ้งหลากหลายชนิด แถมยังมีดอกไม้ที่หาชมได้ยากอีกชนิดหนึ่งคือ ดอกหรีด (Wreath) และถือเป็นดาวเด่นที่ดึงดูดนักชมดอกไม้ป่าให้มาเยือนที่นี่ทุกปีในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งดอกไม้จะบานทั่วทั้งมัลเลวา แต่ก่อนออกทัวร์ดอกไม้ป่าก็จะแวะมาทานกาแฟและเข้าไปหาข้อมูลที่ศูนย์บริการท่องเที่ยวของเมือง เพื่อจะได้ทราบแน่ว่าจุดไหนที่มีดอกไม้แยะ และบานเต็มที่ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวที่ขับรถมาเที่ยวเองก็ต้องมาหาข้อมูลก่อนเช่นกัน

ทุ่งดอกไม้ส่วนใหญ่ก็จะพบเห็นอยู่ข้างทางดินแดงที่แยกจากถนนใหญ่ ดอกไม้ที่ผุดพรายเต็มพื้นบ้างก็เป็นสีขาว สีชมพู สีเหลือง ลงไปชมใกล้ๆ จึงเห็นกลีบแข็งคล้ายกระดาษ มีเกสรสีเหลือง ดูท่าจะบานทนนานเป็นเดือน หลังจากนั้นยังสามารถทำเป็นดอกไม้แห้ง สมกับที่เขาตั้งชื่อมันว่าดอกไม้นิจนิรันดร หรือ Everlasting

เช่นเดียวกับดอกเอเวอร์ลาสติ้ง ดอกหรีดก็ขึ้นอยู่ข้างทางดิน แต่เราจะมองไม่เห็นมันเลยจนกระทั่งลงมาเดินดูข้างทาง เพราะต้นหรีดขึ้นเหมือนต้นหญ้าคลุมดิน ลักษณะเป็นกอทรงกลม เหมืองพวงหรีด มีดอกสีแดงชมพูแตกออกตรงปลายรอบๆ

วันที่สามของทัวร์ดอกไม้จะย้ายขึ้นไปยังคาลบาร์รี่ (Kalbarri) อันเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติคาลบาร์รี่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ปากแม่น้ำเมอร์ชิสัน (Murchison) ท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นโตรกผาสองฝั่งแม่น้ำ ไปจนถึงหน้าผาชายทะเล อุทยานฯ แห่งนี้ยังเป็นแหล่งดอกไม้ป่าที่งดงามมากมาย นับจากทุ่งดอกเอเวอร์ลาสติ้ง สีชมพู ขาว ดอกเล็กๆ ไปจนถึง ดอกปอม ปอม (Pom-Pom Everlasting) สีขาว และสีเหลืองอ่อน ทรงกลมเหมือนลูกปิงปอง ขึ้นเป็นทุ่งกว้าง และตามโตรกผา มองดูละลานตาเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนั้นแล้วในแถบคาลบาร์รี่ยังมีต้นไม้พุ่มและดอกไม้ป่ามากมายเกินกว่าจะกล่าวถึงได้ทั้งหมด ซึ่งในระหว่างทางที่แล่นกลับเพิร์ท ทัวร์ดอกไม้ยังแวะเวียนไปตลอดทาง บ้างก็แวะเข้าไปค้นหากล้วยไม้ดิน ซึ่งก็มีจริงๆ เสียด้วย ที่โดดเด่นที่สุดก็มีอยู่สองชนิดคือ กล้วยไม้แมงมุม (Spider Orchid) และ Kalbarri Cowslip Orchid

ชมดอกไม้ป่ามากมายหลากหลายชนิดบนเส้นทางดอกไม้ป่าสายเหนือแล้ว รู้สึกเหมือนอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิตลอดเวลา ยิ่งกลับมาชมดอกไม้ป่าที่คิงส์ ปาร์ค ด้วยแล้ว ดูเหมือนดอกไม้จะเบ่งบานในใจเราไปอีกแสนนานทีเดียว

สวนหินพินนาเคิลและสันทราย

เดินทางมาไกลถึงออสเตรเลียตะวันตก หากไม่ได้ไปดูภูมิประเทศอันเป็นเสมือนแลนด์มาร์คของเขาแล้ว ก็ดูจะน่าเสียดาย เพราะแค่ไปเช้าเย็นกลับจากเพิร์ท ก็สามารถไปดูสวนหินพินนาเคิล (Pinnacles) ในเขตอุทยานแห่งชาตินัมบุง (Nambung National Park) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเล อันเป็นทะเลทรายสีแดง อันเต็มไปด้วยหินปูนเป็นแท่งขนาดต่างๆ ผุดขึ้นกลางเนินทราย

ระหว่างทางไปรถทัวร์จะผ่านหุบเขาแม่น้ำสวอน ซึ่งเป็นไร่องุ่นและเมืองในยุคบุกเบิกอาณานิคม ก่อนจะไปแวะอุทยานสัตว์ป่าคาเวอร์แชม (Caversham Wildlife Park) ซึ่งเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเฉพาะถิ่นของออสเตรเลีย เช่น จิงโจ้ หมีโคอาล่า วอมแบท หรือแม้แต่ทัสมาเนี่ยนเดวิล ก็ต้องถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชมสัตว์ป่าพิเศษเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ถึงขนาดใครอยากเข้าไปอุ้มเพื่อถ่ายภาพก็ทำได้

กว่าจะไปถึงอุทยานแห่งชาตินัมบุง ก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี เราจึงรับประทานอาหารกันก่อนเพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงออกไปเดินชมสวนหิน ซึ่งแดดกำลังแรงแสงจ้ามาก ส่องให้ดินทรายสีส้มจัดตัดกับหินสีน้ำตาลดำซึ่งเกิดจากหินปูนที่เกาะตัวกับต้นไม้และรากไม้ที่แห้งตายบนเนินทรายนี้มากว่า 3,000 ปีแล้ว เมื่อลมพัดพาเอาทรายออกไปจากบริเวณนี้ จึงเหลือแต่แท่งหินปูนปรากฎขึ้นเต็มไปหมด และทะเลทรายแห่งนี้จึงถูกเรียกชื่อตามแท่งหินปูนเหล่านี้ว่า Pinnacles Desert

การเดินเที่ยวชมสวนหินอันมีอาณาบริเวณกว้างขวางนั้นสามารถเดินไปตามเส้นทางเดินที่กำหนด เป็นวงรอบระยะทางราว 2 กิโลเมตร นำเราไปอยู่ท่ามกลางแท่งหินขนาดเท่าแท่งดินสอขึ้นไปจนถึงเสาหินสูงกว่า 4 เมตร ช่วงเวลาเช้าและเย็น จะเป็นเวลาที่น่าชมมากกว่าด้วยแสงที่ส่องมาย้อมให้สีทรายแดงจัด พร้อมทั้งเงาเสาหินที่ทอดเงายาวลงกับพื้น เป็นรูปทรงต่างๆ สุดแท้แต่จะจินตนาการ

รายการเดินทางยังไม่จบลงง่ายๆ ในตอนบ่ายจัด เดินทางเลียบชายฝั่งทะเลไปยัง เนินสันทรายที่แลนเซลลิน (Lancelin) เป็นกิจกรรมผจญภัยในแบบฉบับของชาวออสซี่ ซึ่งเขาจะพาไปนั่งรถล้อโตตะลุยภูเขาสันทรายที่ใหญ่สุดของออสเตรเลียตะวันตก ซึ่งอยู่ใกล้หมู่บ้านชาวประมง มันเป็นสันทรายสูงสลับซับซ้อนเกือบ 2 กิโลเมตร รถล้อโตพิเศษเท่านั้นที่สามารถไต่ขึ้นไต่ลงให้ชวนหวาดเสียว แต่ปลอดภัย พาขึ้นไปอยู่บนยอดเนินสันทรายที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามรอบๆ ได้ ท้ายสุดจะไปเล่นแซนบอร์ด นั่งไถลจากบนเนินสูงลงมายังหุบข้างล่างได้อย่างสนุกสนาน ทว่าฉันไปหลงใหลและตกตะลึงความงามของเนินทรายสีขาวสะอาด ในยามอาทิตย์ใกล้ลับฟ้า ภาพเนินทรายสลับสล้างราวกับโลกพระจันทร์อันเวิ้งว้าง เทียบกับทะเลทรายพินนาเคิลอันเป็นทรายสีแดงแล้ว อาจจินตนาการว่านั่นคือดาวอังคาร ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

มุ่งใต้ไปผาหินเกลียวคลื่น

อีกหนึ่งวันที่แถมท้ายด้วยการเดินทางไปชมสัญลักษณ์อันโดดเด่นอีกแห่งหนึ่งของออสเตรเลียตะวันตก นั้นก็คือผาหินเกลียวคลื่น (Wave Rock) แม้จะเป็นอีกวันที่นั่งรถลงใต้ไปกลับอีกวันเต็ม ก็ยังอยากไปดูภาพที่ตระการตาด้วยตัวเอง บนเส้นทางผ่านเมืองสวยงามสไตล์อาณานิคมคือ เมืองยอร์ค (York) ซึ่งเขายังเก็บรักษาของเก่าๆ เอาไว้อวดคนเดินทางมากมาย นับตั้งแต่บ้านเรือนบนถนนสายหลัก ตลอดจนพิพิธภัณฑ์รถโบราณ ร้านขายกาแฟ และอาหารแบบโฮมเมด ทำเอาอยากแวะค้างแรมเสียด้วยเลย แต่เวลาบังคับให้กลับขึ้นรถลงใต้ต่อไป

บนเส้นทางเขายังแวะให้ดูดอกไม้ป่าริมทางบ้างเล็กน้อย แต่ฉันไปดูทุ่งดอกไม้สวยๆ จากทางเหนือแล้ว ก็เลยไม่ตื่นเต้น ไปจนถึงจุดหมายปลายทางนั่นแหละ จึงค่อยกระตือรือล้นออกไปเดินตามทางที่เลาะเข้าไปยังหน้าผาสูงราว 15 เมตร ยาว 110 เมตร ซึ่งมีลักษณะเป็นเกลียวคลื่นยักษ์ ที่เกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำ มาตั้งแต่ยุคก่อนไดโนเสาร์เกิด และถือเป็นหินที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย มีอายุราว 2,700 ล้านปีมาแล้ว

ไม่เพียงแต่เก่าแก่ทางธรณีวิทยา สถานที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของชาวอะบอริจิน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบนี้ มีร่องรอยการวาดภาพเขียนเป็นรูปลายมือและปลาในถ้ำมัลก้า (Mulka’s cave) ซึ่งอยู่ในละแวกนี้เช่นกัน

เส้นทางเดินเที่ยวผาหินเกลียวคลื่นจะเดินเลียบไปตามหน้าผา หนุ่มสาวมาเที่ยวก็ต้องไปทำท่าโต้คลื่นเพื่อถ่ายภาพกันเป็นประเพณีนิยม พอเดินไปสุดทางจะมีบันไดปีนขึ้นไปบนผาหิน จะได้เห็นทิวทัศน์โดยรอบ ด้านบนเป็นลานหินทอดยาว เดินไปลงอีกด้านหนึ่งได้ โดยไม่ต้องย้อนกลับ

การเดินทางสู่ดินแดนดอกไม้ป่าออสเตรเลียตะวันตกครั้งนี้ ฉันไม่เพียงได้ชมดอกไม้เฉพาะถิ่นที่งดงามมากมายในถิ่นกำเนิดของการบุกเบิกทวีปออสเตรเลียเท่านั้น ยังได้รับความทรงจำในภูมิประเทศทะเลทรายและภูผาหินอันน่าทึ่ง ที่ปลุกเร้าวิญญาณการเดินทางผจญภัยสู่ทวีปนี้สำหรับการเดินทางครั้งต่อไป

Traveller’s Guide

การเดินทาง กรุงเทพฯ-เพิร์ท นครหลวงของออสเตรเลียใต้ โดยการบินไทย
การท่องเที่ยว ช่วงเวลาฤดูดอกไม้บาน สิงหาคม–พฤศจิกายน ดูข้อมูล ทัวร์ดอกไม้ป่า จาก www.wildflowerswa.com

 

Subscribe Now!

Subscribe Now!

สมัครสมาชิกวันนี้ 12 ฉบับ เพียง 1,200 บาท เลือกรับของกำนัลมูลค่า 400 บาท ทันที

Explorer Caravan

TAT ISAN

Exhibition

Rain Forest Resort

Abuse violence web

Abuse violence web

Ads Rate

โฉมใหม่เล่มใหญ่บึ้ม สวย Beautiful New Design @ Nature Explorer Magazine launch now in every book store!
about 1 hour ago from twitterfeedNAEXP
Twitter
You are here: Home Features

Archives

Archives

Contact Address

Explorer Channel Co.,Ltd.
3476/5 Soi.138 Ladphrao
Bangkapi Bangkok 10240

  • Tel: (+66) 0-2734-0654
  • Fax: (+66) 0-2734-0653
  • Email: nxplorer@truemail.co.th
  • Website: www.natureexplorer.net