ทิเบต ครั้งหนึ่งไม่เคยพอ
เรื่อง มนตรี ศรีโอภาศ ภาพ ...
ตลอดการแรมทางมายาวนานถึง 10 ปี กับนิตยสารเนเจอร์ เอ็กพลอเรอร์ ถ้าถามผมว่าฝังใจกับการเดินทางที่ไหนมากที่สุด ตอบสั้นเลยครับว่า “ทิเบต”
อืมม...พอพูดถึงทิเบตกลิ่นหืนของนมเนยจามรีเริ่มลอยเข้ามาเตะจมูกซะแล้ว การเริ่มต้นสำรวจทิเบตครั้งแรกนำทีมโดยคุณปองพล อดิเรกสาร และคุณดวงดาว สุวรรณรังษี เรานั่งเครื่องบินไปลงที่เมืองคุนหมิง จากนั้นใช้รถโฟร์วีลไดร์ฟ ขับตะลุยกันไป ผ่านเมืองต้าลี่ ลี่เจียง แชงกรี-ลา ไปจนถึงนครลาซา ผ่าเส้นทางสายมิตรภาพยาวไปเข้าประเทศเนปาล บนเส้นทางสำรวจเจอสารพัดปัญหาและอุปสรรค ทั้งเหตุการณ์สะพานข้ามแม่น้ำขาดบนเส้นทางสายใต้เป็นเหตุให้เราต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมขึ้นไปใช้สายเหนือที่ต้องฝ่าทั้งพายุฝนและพายุหิมะบนความสูงกว่า 4,600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เราขับรถขึ้นๆลงๆวกๆวนๆอยู่บนเทือกเขาสูงกันตั้งแต่เช้าตรู่จนย่ำค่ำแทบทุกวัน ร่างกายต้องสู้ทนกับสภาพอากาศอันเบาบาง เกิดอาการปวดหัวตุ้บๆ กินอาหารไม่ค่อยลง นอนไม่ค่อยหลับ กระสับกระส่าย หายใจไม่สะดวก อ้วกเป็นพักๆ นี่แหละอาการที่เรียกว่าโรคแพ้ความสูง (Altitude Sickness) กว่าจะปรับตัวบนที่ราบสูงๆได้ทำเอาพวกเรางอมไปหลายวัน
ระหว่างทางก่อนถึงเมืองปาชิง รถคันหนึ่งในคณะสัญญาณวิทยุขาดหายไปจากแม่ข่าย ติดต่อไม่ได้ หัวขบวนต้องหยุดคอยอยู่นานพักใหญ่จนรู้ข่าวจากชาวทิเบตผ่านข้อความบนกระดาษซองบุหรีไทยยี่ห้อหนึ่งว่า “รถพวกเราเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำอยู่บนเขา” เคราะห์ดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส รถหนึ่งคันย้อนกลับไปช่วยพวกนั้น นานนับชั่วโมงที่พวกเค้าติดอยู่บนเขาสูงท่ามกลางพายุหิมะกระหน่ำ น้ำมันรถไหลนองถนนจนเกือบหมดถัง น้ำดื่มก็หมด พวกเขาต้องต้มหิมะดื่มแทน กว่าจะกลับเข้าเมืองได้ปาไปร่วมเที่ยงคืน โอ๊ย...เศร้า นี่เรามาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น กว่าจะถึงนครลาซา เรายังเจออะไรอีกเยอะ... เขียนเล่าแบบอ่านเอาเรื่องไม่มีทางพอแน่กับแค่สองหน้ากระดาษนี้ แต่เรามีสารคดีดีๆชุด “สำรวจทิเบตหลังคาโลก” ในรูปแบบ VCD ใครยากดูลองโทร.ติดต่อขอทำสำเนาได้ที่กองบรรณาธิการครับ สนุกจริง...ขอบอก
หลังจากนั้นผมก็กลับไปทิเบตเป็นครั้งที่ 2 ในงานพิธีแขวนผ้าทังก้าที่ลาซา งานนี้ต้องตื่นตี 3 ฝ่าลมหนาวเดินขึ้นเขาลัดเลาะกุฎิพระเพื่อเสาะหามุมถ่ายภาพ ผมปะปนอยู่ท่ามกลางความแออัดของชนทิเบต กลิ่นหืนจากนมเนยจามรีและกลิ่นของควันธูปตลบอบอวลอยู่ในโพรงจมูก ทำเอาผมหายใจติดๆขัดๆอย่างทรมานนานกว่างานจะเลิกซึ่งก็ปาไปบ่าย 3 โมงโน่น
ครั้งที่ 3 ผมกลับไปอีกเพื่อสำรวจเส้นทางสู่ Everest Base Camp ยุคนั้นถือได้ว่าเราเป็นคนไทยคณะแรกๆก็ว่าได้ที่ย่างเท้าเข้าไปเหยียบ Everest Base Camp ในเขตทิเบต กลางฤดูหนาวเดือนพฤศจิกายน ท่ามกลางอุณหภูมิ 0 ถึง -20 องศาเซลเซียส เช้าตรู่ของวันหนึ่ง ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้อยู่ต่อหน้าผมแล้ว ด้วยความตะลึงเหมือนถูกต้องมนต์ ผมพาตัวเองไต่ขึ้นไปบนเนินเขาที่ความสูง 5,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อรอแสงทองสาดส่องเหนือยอดเอเวอร์เรสต์ ผมยืนถ่ายภาพนานกว่าชั่วโมงโดยไม่มีอาการใดๆผิดปกติทั้งคนและกล้องกลางกระแสลมหนาวที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส เมื่อจบภารกิจกลับลงมาทั้งมือและเท้าเย็นชาแทบไร้ความรู้สึกขนาดถือแก้วสแตนเลสใส่น้ำร้อนๆได้สบาย ทำเอาผมใจหายไปพักใหญ่เพราะคิดว่าหมดความรู้สึกซะแล้วเรา...
ผมไม่ได้หยุดการเดินทางไปทิเบตแค่ 3 ครั้งนี้ ครั้งที่ 4 กลับไปเยือน Everest Base Camp อีกในสภาพป่วยอ่อนๆ ครั้งที่ 5 นำทีมรายการวิทยุไปเที่ยว 7 วันในถิ่นทิเบต ครั้งที่ 6 ไปตะลุยทิเบตด้วยรถไฟสายหลังคาโลก และครั้งล่าสุดไปเดินรอบภูเขาไกรลาศ แต่ละครั้งของการแรมทางต่างก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นไม่ซ้ำแบบ ทั้งดีและร้ายได้ทุกครั้งซิให้ตายเถอะ แม้มันจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันก็เป็นเหมือนชีวิตเฉียดตายเล็กๆบนแผ่นดินหลังคาโลก ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องนักที่ผมฝังใจไปกับทิเบต และผมเชื่อว่าทุกประสบการณ์ของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นมันไม่สนุกเอาซะเลย ทั้งเศร้าและเซ็ง... เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป หยิบเอามาเขียนข่าวเล่าความกันดูสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ บางเรื่องก็ฮาขำกันแหลกลาญก็มี... เรื่องเล่าของคุณเองก็เป็นใช่มั้ยล่ะ









