พม่ากี่ครั้ง...ยังตรึงใจ
จากย่างกุ้ง ไปสิเรียม ถึงอินทร์แขวน
เรื่อง/ภาพ ธีรภาพ โลหิตกุล
1.
ผมมีโอกาสนำพาผู้ใฝ่ใจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไปสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากองที่กรุงย่างกุ้ง (สำเนียงพม่า “ยางโกง”) อยู่เนืองๆ บ่อยครั้งที่ผมพบว่าลูกทัวร์หลายคนเคยไปกราบเจดีย์ทององค์นี้มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ไปแล้วก็อยากไปอีกด้วยความประทับใจ สบายใจ ร่มรื่นในหัวใจ ยามได้นั่งหรือเดินชมความอลังการของพระเจดีย์ และบรรยากาศโดยรอบอันอบอวลด้วยพลังศรัทธาของผู้คนที่ต่างมาจากทั่วสารทิศ ทว่าด้วยหัวใจดวงเดียวกัน
ความจริงวัดหรือเจดีย์ในไทยหลายแห่งก็มีบรรยากาศอย่างนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความอร่ามเรืองของทองที่หุ้มองค์เจดีย์สูงกว่าร้อยเมตร กับเจดีย์บริวาร และวิหารเล็ก มณฑปน้อยนับร้อยหลังที่รายล้อม สะกดให้ทุกคนต้องอึ้งระคนทึ่ง นับแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่ลานเจดีย์ ผมเองได้ขึ้นไปกราบจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ความรู้สึกเมื่อไปครั้งที่ยี่สิบกว่า แทบไม่ต่างจากเมื่อคราประทับความทรงจำแรกที่ชเวดากองเมื่อ 16 ปีก่อนพร้อมกับคุณดวงดาว สุวรรณรังษี และคุณวราภรณ์ พลอยบริสุทธิ์ สองบก.อาวุโสแห่งเนเจอร์ เอ็กพลอเรอร์
แต่นอกจากพาไปกราบสักการะและอธิบายประวัติความเป็นมาแล้ว ผมชวนลูกทัวร์ไปชมอะไรที่ชเวดากองได้ถึงสองสามชั่วโมง? คำตอบคือผมชวนไปชมสิ่งที่ประดับบนยอดสูงสุดขององค์เจดีย์ ซึ่งหาชมได้ไม่ง่าย ที่สำคัญคือแต่ละคนอาจเห็นไม่เหมือนกัน หรือบางคนอาจไม่เห็นเลย นั่นสิ่งหนึ่ง กับอีกสิ่งหนึ่ง พบเห็นได้ไม่ยากตามลานพระเจดีย์ แต่ถ้าไม่สังเกตก็อาจไม่เห็นเพราะมองข้ามไป จะเป็นสิ่งใด เดี๋ยวผมจะเฉลย
สิ่งแรกที่กล่าวถึงคือเพชรแท้ๆ หนักถึง 76.6 กะรัต ประดับบนปลายสุดขององค์พระเจดีย์ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การสร้างเจดีย์ก็คือการจำลองเขาพระสุเมรุ ซึ่งตามคติของชาวฮินดูเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันถือเป็นศูนย์กลางโลกและจักรวาล และยังเป็นที่ประทับของเทพเจ้า แต่เมื่อชาวพุทธรับคตินี้มา เขาพระสุเมรุกลายเป็นที่ประดิษฐานสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังนั้นเพชรซึ่งเป็นอัญมณีล้ำเลอค่า เมื่อนำมาประดับไว้บนยอดเจดีย์ (หรือยอดเขาพระสุเมรุจำลอง) จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธธรรมคำสอนอันล้ำค่าดุจเดียวกันนั่นเอง
เพชรเม็ดนี้ถวายโดยพระเจ้ามินดง กษัตริย์องค์ก่อนสุดท้ายของพม่า ในปี พ.ศ. 2414 ซึ่งเป็นปีที่เกิดแผ่นดินไหวจนสุวรรณฉัตรประดับยอดชเวดากองหักตกลงมา จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์เพื่อสร้างฉัตรใหม่ ประดับประดาด้วยเพชรพลอยอัญมณีคิดเป็นมูลค่าถึงกว่า 62,000 ปอนด์ในสมัยนั้น โดยเฉพาะเพชรเม็ดใหญ่ประดับยอดเจดีย์มีน้ำหนักถึง 76.6 กะรัต ส่วนที่ขอบฉัตรก็ประดับระฆังทองใบเล็กถึง 50,000 ใบ
แน่นอนว่าผมคงไม่มีความสามารถพาใครขึ้นไปชมอัครมหาเพชรเม็ดนั้นได้ แต่ห้วงยามที่ความมืดคืบคลานมาเยือน ตั้งแต่ย่ำค่ำราว 6 โมงกว่าเป็นต้นไป ประกายเพชรเม็ดโตก็เปล่งประกายออกมาให้เราประจักษ์ได้ด้วยตาเปล่า เพียงแค่ยืนให้ถูกจุด ก็จะเห็นประกายเพชรสีเงินยวงชัดเจนตระการตา และหากขยับเท้าจากจุดเดิมสัก 1-2 คืบ ไปทางซ้าย ขวา หน้า หรือหลัง ก็อาจเห็นประกายเพชรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แดง เขียว ส้ม เหมือนสีประกายรุ้ง ตามหลักการตกกระทบของแสง ซึ่งบางคนเห็นได้ครบทั้ง 7 สี ผมเองนับได้ 4 สีก็ถือเป็นบุญหนักหนาแล้ว โดยจุดที่เห็นชัดที่สุด คือลานด้านหลังระฆังมหาคันธา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์เจดีย์
เชื่อไม่เชื่อ...ต้องลองไปพิสูจน์กันดูนะครับ ส่วนภาพถ่ายเพชร 76.6 กะรัต แบบเห็นชัดๆตอนกลางวัน เขาจัดแสดงไว้ที่ห้องนิทรรศการด้านหลังลานสัมฤทธิ์ผล หรือลานสมปรารถนา ทางทิศเหนือขององค์เจดีย์ และภาพนี้ยังปรากฏในปฏิทินชเวดากองด้วย หาซื้อได้ที่ห้องนิทรรศการเช่นกัน ในราคาแสนจะย่อมเยา คือ 1,000 จัต หรือ 30 บาทเท่านั้น แค่ภาพถ่ายทางอากาศของชเวดากองเต็มองค์กับภาพเพชรยอดเจดีย์ก็เกินคุ้มแล้วครับ
แล้วอะไรที่ลานเจดีย์ที่ผมชวนคนไปชม? ก็คือภาพชาวพม่าพากันมาล้อมวงทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว ถือเป็นความสุขสูงสุด ทว่าประหยัดและเรียบง่ายอย่างที่สุด จะจัดงานปาร์ตี้ฉลองวันเกิดก็มาที่นี่ จะเลี้ยงรุ่นรับปริญญาก็พากันมาที่นี่ นิยามความสุขของคนที่นี่เรียบง่ายและพอเพียง ในท่ามกลางความแร้นแค้นทั้งเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ศรัทธาในศาสนาประคับใจประคองกายชาวพม่าให้หยัดตรงได้อย่างมีศักดิ์ศรี ผมภูมิใจที่ได้พาใครๆไปประจักษ์ความงดงามนี้...มิรู้เบื่อ!
2.
ห่างจากย่างกุ้งไปไม่ถึงชั่วโมงทางรถ ผมชอบพาใครๆไปเยือนเมืองเล็กๆที่น่ารักทั้งชื่อเมืองและพลเมือง นั่นคือ “สิเรียม” ที่ไปเหมือนกับชื่อดาราพิธีกรสาวของไทย ซึ่งในความจริงก็เกี่ยวพันกันจริงๆด้วย เพราะคุณสันติ เศวตวิมล (แม่ช้อย นางรำ) นักชิมและนักหนังสือพิมพ์อาวุโส เคยมาทำข่าวที่เมืองนี้แล้วประทับใจในชื่อเมืองสุดคลาสสิก จึงนำไปตั้งชื่อสำหรับใช้ในการแสดงให้คุณแอน–สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ สุดเท่
เสน่ห์ของคุณแอน เอ้ย...ของเมืองสิเรียมที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง คือพระเจดีย์กลางน้ำ หรือ “เย เล พญา” ณ จุดบรรจบของแม่น้ำย่างกุ้ง–ลำน้ำสาขาของอิระวดีกับแม่น้ำพะโคที่ไหลลงมาจากหงสาวดี จึงโดดเด่นเป็นสง่ากลางสายธารา ที่สำคัญคือยังเชื่อกันว่าในองค์พระเจดีย์มีพระเกศาธาตุ (เส้นผม) ของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ รวมทั้งยังประดิษฐาน “หลวงพ่อกลางน้ำ” พระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องกษัตริย์ที่มีพุทธลักษณะงดงามเหลือเกิน โดยแกะสลักจากหยก 6 ชิ้นแล้วนำมาประกอบกัน
มีตำนานเล่าขานว่า คหบดีชาวมอญผู้สร้างพระเจดีย์องค์นี้ ได้ตั้งจิตอธิษฐานระหว่างการก่อสร้างว่า หากน้ำท่วม ก็ขออย่าท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีคนมากราบไหว้จำนวนมากเพียงใด ก็ขอให้ไม่มีวันล้นเต็ม แม้ว่าพื้นที่ของพระเจดีย์จะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น เล่าขานอีกว่าในเทศกาลออกพรรษา ซึ่งเป็นงานบุญประจำปีของวัดพระเจดีย์กลางน้ำ ทุกๆปีจะมีพุทธศาสนิกชนขึ้นไปกราบไหว้พร้อมกันเรือนหมื่น ทั้งๆที่ในสายตาผมกะประมาณว่าแค่ 200 คนขึ้นไปพร้อมๆกันก็แทบไม่มีที่จะยืนแล้ว เรื่องอย่างนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือศรัทธามากกว่าที่จะไปพิสูจน์หาความจริงให้วุ่นวาย
ที่เจดีย์กลางน้ำแห่งนี้ยังมีมณฑปประดิษฐาน “พระอุปคุต” ที่ชาวบ้านทั้งมอญ พม่า ลาว ไทยนับถือ ตามตำนานว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ต่อสู้กับพญามารที่มาขัดขวางการสังคายนาพระไตรปิฎกเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน ตราบจนวันนี้เวลาจะจัดงานใหญ่อย่างงานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนที่จังหวัดเลย หรืองานสงกรานต์ที่หลวงพระบางในลาว ฯลฯ ก็จะต้องอัญเชิญท่านขึ้นมา แล้วเชื่อว่างานจะราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ แต่เพราะตำนานว่าพระอุปคุตจำพรรษาในสะดือทะเล เวลาจะจัดงานใหญ่จึงต้องจัดขบวนอุ้มองค์ท่านออกจากวัดไปจุ่มน้ำแล้วยกขึ้นมา เป็นอันว่าท่านขึ้นมาจากสะดือทะเลแล้ว
แต่ปกติถ้าไม่มีพิธีอัญเชิญ ท่านก็จะขึ้นมาบนโลกเองในคืนวันเพ็ญที่ตรงกับพุธ อย่างที่ชาวเหนือเรียก “ปุ๊ดเป็ง” หรือ “พุธเพ็ญ” ความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดประเพณีตักบาตรเที่ยงคืนวัน “ปุ๊ดเป็ง” นัยว่าเพื่อถวายพระอุปคุต ตำนานยังเล่าอีกว่าพระอุปคุตทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองการสังคายนาพระไตรปิฎกอย่างมุ่งมั่น จนเกือบจะไม่ทันฉันเพล ชนิดที่ฉันไปต้องแหงนหน้ามองดวงตะวันไปด้วย จึงนิยมปั้น หล่อ หรือแกะสลักพระอุปคุตในท่วงท่าเอามือจกบาตร ขณะแหงนหน้ามองตะวันนั่นเอง
เล่าให้ฟังมิได้หวังให้ท่านเชื่อทุกอย่างตามตำนาน เพียงอยากให้ท่านได้เข้าใจ เวลาไปเห็นรูปพระนั่งแหงนหน้าจกบาตร จะได้สักการบูชาเพื่อรำลึกถึงคุณความดีของพระอุปคุตแล้วปวารณาตนทำความดีสักเศษเสี้ยวของท่านก็ยังดีนะ
3.
พูดถึงมอญ พม่า ล้านนาแล้ว ท่านทราบไหมว่า ทำไมจึงมีธรรมเนียมจุดโคมขึ้นไปลอยเท้งเต้งบนท้องฟ้า จนช่วงเทศกาลลอยกระทง บรรดานักบินการบินไทย แทบไม่อยากบินไปเชียงใหม่ไฟลต์กลางคืน เขาจุดโคมลอยกันเท่ๆเพื่ออวดนักท่องเที่ยวหรือไร?
คำตอบคือเปล่าเลย เขาจุดกันมานานตั้งแต่ยังไม่มีวัฒนธรรมการท่องเที่ยว เขาจุดเพื่อให้โคมนำพาดวงประทีปลอยขึ้นไปบูชา “พระเกศแก้วจุฬามณี” บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เจดีย์องค์นี้สำคัญอย่างไร? คงจำพุทธประวัติตอนเจ้าชายสิทธัตถะออกบวชกันได้ เมื่อทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเมาลี (มวยผม) เส้นพระเกศามิได้ตกลงไปในแม่น้ำอโนมา ทว่าตามพุทธตำนาน พระอินทร์ทรงนำถาดทองคำมารับพระเกศาขึ้นไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ “เกศแก้วจุฬามณี” ซึ่งตามคติล้านนาว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีจอ คนเกิดปีจออย่างผมจึงค่อนข้างสบาย ไม่ต้องตระเวนไปไหว้พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน เหมือนคนเกิดปีเถาะ หรือสัญจรไปไหว้ชเวดากองเหมือนคนปีมะเมีย ฯลฯ เพราะคนปีจอ ท่านให้นั่งยองๆตรงไหนก็ได้ แล้วยกมือไหว้สวรรค์ชั้นฟ้า เป็นอันว่าได้สักการะพระธาตุประจำปีเกิดแล้ว
หรือมิฉะนั้นท่านให้รอนแรมไปกราบ “พระธาตุอินทร์แขวน” หรือ “ไจ้ติโย” ในรัฐมอญ ประเทศพม่า เพราะที่นั่นมีหน้าผาสูงแห่งหนึ่ง แล้วยังมีหินก้อนใหญ่เท่าบอลลูน กลิ้งหลุนๆมาจากไหนและตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ แต่ให้บังเอิญกลิ้งมาหยุดนิ่งตรงหน้าผาพอดี ดูด้วยสายตาแล้วช่างหมิ่นเหม่น่าจะตกลงมา แต่ไม่ตก ชาวมอญแต่โบราณจึงเชื่อว่าที่หินไม่ตกเพราะพระอินทร์จับแขวนไว้ เพื่อให้คนกราบไหว้แทนองค์พระเกศแก้วจุฬามณี จึงมีการสร้างพระธาตุหรือเจดีย์ไว้บนก้อนหินสีทองอร่ามงามจับตา เป็นที่ปรารถนาของชาวพุทธทั้งมอญ พม่า กะเหรี่ยง ฯลฯ ที่จะได้มากราบสักครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด 1 ใน 3 อันประกอบด้วยมหาเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้ง พระมหามัยมุนีที่มัณฑะเลย์ และพระธาตุอินทร์แขวนที่รัฐมอญ
ความเชื่อว่าคนมีบุญสามารถเอาไก่ทั้งตัวลอดใต้ก้อนหินนี้ได้ เพราะก้อนหินนั้นแขวนลอยอยู่ ทำให้เกิดวรรณกรรมเชิงกวีนิพนธ์เรื่อง “เจ้าจันทร์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน” ส่งให้ผู้ประพันธ์คือคุณมาลา คำจันทร์ คว้ารางวัล “ซีไรต์” ประจำปี 2534 มาครอง ตราบจนวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาว่าทำไมก้อนหินจึงไม่ตก ทั้งๆที่แค่เอาไหล่ดันยังเคลื่อนได้ กระทั่งฝรั่งยังทึ่งจนต้องบันทึกไว้ในหนังสือไกด์บุ๊กว่า “หินทองคำ” ก้อนนี้ เด็ก 2-3 คนยังช่วยกันเขยื้อนได้ (Even a few boys can rock & move.) ผมเองก็เคยเห็นกับตามาแล้ว ยังงงไม่หายว่าหินตั้งอยู่ได้อย่างไร
บางที อาจเป็นด้วยแรงศรัทธามหาศาลที่ค้ำจุนหินก้อนนี้ไว้ เช่นเดียวกับศรัทธาต่อมหาเจดีย์ชเวดากองและพระเจดีย์กลางน้ำ เมืองสิเรียม ที่ทำให้จะสัญจรไปเยือนสักกี่ครั้ง พม่าก็ยังตรึงใจใครต่อใครได้เสมอ
Traveller’s Guide
การเดินทางสู่พระธาตุอินทร์แขวน ใช้เส้นทางจากย่างกุ้ง ผ่านหงสาวดี ข้ามแม่น้ำสะโตง เข้าเขตรัฐมอญ ใช้เวลาราว 4 -5 ชั่วโมง แล้วต้องเปลี่ยนรถที่เมืองไจโถ่ เพื่อขึ้นสู่หน้าผาที่ตั้งพระธาตุอินทร์แขวนอีกราว 1 ชั่วโมง บนภูเขามีรีสอร์ตตั้งอยู่ใกล้องค์พระธาตุ ควรจะไปพักค้างจึงจะคุ้มค่ากับการเดินทาง สนใจรายละเอียดสามารถสอบถามบริษัททัวร์ที่ชำนาญพม่า เช่น
แจ็ค ทราเวิล โทร 08-1823-7373 หรือ 0-2637-7321









