Nature Explorer

Java-Bali

E-mail Print PDF

ชวา-บาหลี

Wonder Destinations!

เรื่อง/ภาพ ชาธร โชคภัทระ


“17,508” คือจำนวนของเกาะที่มีอยู่โดยประมาณของอินโดนีเซีย! ซึ่งรวมกันแล้วเป็นพื้นที่หลายล้านตารางกิโลเมตร ในดินแดนอันไพศาลนั้นลือชื่อด้วยประวัติศาสตร์ยาวนาน วัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก และธรรมชาติแสนมหัศจรรย์ ถ้าคุณยังไม่คุ้นหน้าคุ้นตากับอินโดนีเซียดีนัก เชิญตามมาทำความรู้จักกับดินแดนหมื่นเจ็ดพันเกาะนี้ดู บางทีคุณอาจบอกกับตัวเองก็ได้ว่า ฉันไปหลงอยู่ที่ไหนซะตั้งนานนะ?

โบรโม ลมหายใจแห่งชวา

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีภูเขาไฟมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก รวมแล้วมีไม่น้อยกว่า 128 ลูกที่ยังตื่นอยู่ เฉพาะบนเกาะชวาแห่งเดียวก็มีตั้ง 38 ลูกแล้ว แต่อย่าเพิ่งตกใจ ยักษ์หลับเหล่านี้ไม่ได้อยู่ๆก็จะระเบิดตูมตาม แถมเขายังมีการเฝ้าสังเกตและเตือนภัยอย่างดี จนบางแห่งสามารถเข้าไปท่องเที่ยวได้สบายๆ เช่นที่ภูเขาไฟโบรโม (Mt. Bromo) ภูเขาไฟขนาดใหญ่ทางเกาะชวาตะวันออก เราสามารถเดินขึ้นไปชมทัศนียภาพแปลกตาได้ถึงปากปล่องแม้มันยังส่งควันขาวพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศอยู่ตลอดเวลา สมดังฉายาว่า “ลมหายใจแห่งชวา”


การเดินทางสู่โบรโมจากเมืองไทยเริ่มต้นด้วยการบินไปลงที่เมืองสุราบายา (Surabaya) ตอนหัวค่ำ จากนั้นก็ติดต่อหารถยนต์เช่าพร้อมพลขับทำหน้าที่เป็นไกด์พาไปยังหมู่บ้านเซโมโร ลาวัง (Semoro Lawang) เมืองโพรโบลิงโก (Probolinggo) ประมาณห้าทุ่มหรือเที่ยงคืนเราก็ถึงจุดหมาย เช้าตรู่จะได้ตื่นมาดูภูเขาไฟได้ทันที

โบรโมนั้นเป็นหนึ่งในหลายภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในแอ่ง “เทงเกอร์ คัลเดรา” (Tengger Caldera) ซึ่งเป็นแอ่งปากปล่องภูเขาไฟมหึมากว้างถึง 16 กิโลเมตร ภายในแอ่งยักษ์นี้ประกอบด้วยภูเขาไฟหลายลูก เช่น บาต็อก (Batok) โบรโม (Bromo) เคอร์สี (Kursi) และ เซเมรู (Semeru) ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่มีอายุย้อนไปได้ 1.8 ล้านปี ถึง 820,000 ปีมาแล้ว โดยโบรโมมีอายุน้อยที่สุด

ประมาณตีสี่ของวันรุ่งขึ้นพวกเราตื่นมาใส่เสื้อแจ็กเก็ตกันหนาวแล้วรีบไปขึ้นรถจี๊ปเดินทางสู่จุดชมวิวยอดเขาพินานจากาน (Penanjakan) สูง 2,770 เมตร รอชมแสงแรกของตะวันสาดไปจับยังภูเขาไฟโบรโม ช่วงแรกรถจะแล่นผ่านทุ่งของเถ้าภูเขาไฟ เรียกว่าทะเลแห่งทราย (Sand Sea) อันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ จากนั้นรถก็ค่อยๆไต่ขึ้นไปจนถึงยอดเขา ไม่นานนักเมื่อแสงแรกของตะวันจับอยู่ ณ ปลายฟ้า โบรโมก็เผยความงามสู่สายตาเรา

พอแสงเริ่มแรงขึ้นก็ได้เวลาลงเขาแล้วตรงดิ่งไปยังตีนภูเขาไฟโบรโมเพื่อพิสูจน์กำลังเดินขึ้นเขาไปเป็นระยะทาง 500 เมตร ต่อด้วยการพิชิตบันไดอีก 254 ขั้นขึ้นไปถึงปากปล่องเพื่อชมทัศนียภาพแปลกประหลาดราวกับอยู่นอกพิภพ มองลงไปยังก้นปล่องมหึมาที่มีร่องหลืบลึกสุดหยั่งมันกำลังครางหึ่งๆพร้อมส่งกลุ่มควันขาวลอยคลุ้งขึ้นสู่อากาศสูงเป็นร้อยเมตร เราได้กลิ่นกำมะถันที่โบรโมส่งออกมา คล้ายกับจะบอกย้ำว่าภูเขาไฟลูกนี้ยังมีชีวิตนะ และพร้อมแสดงพลังธรรมชาติให้เห็นทุกเมื่อ!

อีเจน ที่สุดแห่งทะเลซัลเฟอร์สีมรกต

ภูเขาไฟลูกที่สองที่จะพาไปเที่ยวมีชื่อว่าภูเขาไฟอีเจน (Ijen Crater) ซึ่งมีความพิเศษตรงทะเลสาบสีเทอร์ควอยส์กว้างใหญ่ในปากปล่องที่นักธรณีวิทยายืนยันว่ามันคือทะเลสาบกรดในปากปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จากโบรโมใช้ถนนเลียบทะเลสู่เมืองสิตูบอนโด (Situbondo) แล้วเลี้ยวขึ้นเขาสู่เมืองบอนโดโวโซ (Bondowoso) ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรกรรมเล็กๆกลางหุบเขา ในที่ราบสูงอีเจนที่เกิดจากปากปล่องภูเขาไฟเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 16 กิโลเมตร และกินพื้นที่รอบข้างอีก 134 ตารางกิโลเมตร ความอุดมของผืนดินในบริเวณนี้ก่อให้เกิดไร่กาแฟพันธุ์อะราบิก้าทอดออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา โดยที่พักอันแสนน่ารักของเราก็ตั้งอยู่ในไร่กาแฟนี้เอง และอากาศที่อีเจนก็หนาวเย็นไม่แพ้ที่โบรโมเลยล่ะ

การเดินทางผจญภัยสู่อีเจนเริ่มต้นขึ้นก่อนหกโมงเช้าราวสองชั่วโมง ช่วงแรกเรานั่งรถไปยังที่ทำการเจ้าหน้าที่เรียกว่า PHKA Post จากนั้นก็ต้องเดินขึ้นเขากว่า 3 กิโลเมตรไปสู่ระดับความสูง 2,148 เมตร สภาพสองข้างทางเป็นป่าครึ้มขมุกขมัว อากาศเย็นจัด พื้นทางเป็นหินระเกะระกะ เมื่อพระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นเราก็เห็นวิวต่างๆได้ชัดเจน ตรงครึ่งทางเป็นสถานีส่งสัญญาณวิทยุ เราหยุดแวะซื้อน้ำและขนมเติมพลังได้ จากจุดนี้เดินต่อไปอีกแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงส่วนบนสุดของอีเจนที่ทำให้ผมต้องตะลึง มันคือปากปล่องภูเขาไฟมหึมามีควันพวยพุ่งนับร้อยเมตร ที่ก้นปล่องเป็นทะเลสาบสีมรกตถูกโอบล้อมด้วยขอบผาชัน แลคล้ายปราการลึกลับที่ซุกซ่อนตนเองจากสายตามนุษย์มานานนับล้านปี แถมที่ก้นปล่องยังมีเหมืองกำมะถันที่เปิดสัมปทานให้คนงานลงไปขุดขึ้นมาขายอีกด้วย

ทะเลสาบของอีเจนนี้ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Crater Lake” หมายถึง “ทะเลสาบในปล่องภูเขาไฟ” ลักษณะเป็นปล่องภูเขาไฟที่มีเถ้าถ่านและหินละลายแข็งตัวอุดช่องว่างด้านใต้แล้วเกิดน้ำขังในปล่องจนกลายเป็นทะเลสาบ ทะเลสาบสีเทอร์ควอยส์แห่งนี้ลึกถึง 200 เมตร กว้างเกือบ 1 กิโลเมตร เหตุที่เรามองเห็นผืนน้ำในปล่องภูเขาไฟเป็นสีเขียวเทอร์คอยส์ เพราะเกิดจากกรดกำมะถันและแคลเซียมคาร์บอเนตที่เป็นผลึกแขวนลอยอยู่ในน้ำ สะท้อนแสงหักเหจนเรามองเห็นน้ำเป็นสีเขียว นี่คือภาพประทับใจที่ผมจะไม่มีวันลืมเลยตลอดชีวิต

บูโรพุทโธ อัศจรรย์พุทธศิลป์บนภูสูง

มาเที่ยวอินโดนีเซียแล้วจะไม่มาสักการะบุโรพุทโธได้ยังไง บูโรพุทโธ (Borobudur) คือศาสนสถานของชาวพุทธนิกายมหายานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังเป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะชวาอีกด้วย โบราณสถานสุดอลังการนี้ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเกาะชวา ห่างจากเมืองยอกยาการ์ต้า (Yogyagarta) ขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพียง 42 กิโลเมตร Lonely Planet แนะนำว่าถ้าต้องการชมบูโรพุทโธแบบงามสุดๆต้องไปชมตอนพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งก็มีวิธีเดียวคือซื้อแพ็กเกจทัวร์ Borobudur Sunrise ของโรงแรม Manohara Hotel ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล เนื่องจากปกติเขาจะไม่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในเขตโบราณสถานก่อนหกโมงเช้า การซื้อแพ็กเกจนี้จึงทำให้เราได้ซึมซับกับความงามก่อนใคร

ประมาณตีสี่ของวันถัดมา รถเช่าจากตัวเมืองยอกยาการ์ต้าก็รีบบึ่งพาผมมายังโรงแรม Manohara Hotel ซึ่งตั้งอยู่ติดกับทางเข้าของบูโรพุทโธเลยล่ะ เขาแจกโบรชัวร์และไฟฉายอันเล็กๆให้คนละอัน จากนั้นก็ชี้ทางให้เดินฝ่าความมืดเข้าไปยังบูโรพุทโธ ตอนนี้อาทิตย์ยังไม่ขึ้นจึงมีเพียงแสงจากไฟฉายดวงน้อยนำทางเราไปในความสลัวและเงาตะคุ่มๆของแมกไม้รอบข้าง เราใช้บันไดด้านทิศตะวันตกค่อยๆเดินขึ้นสู่โลกโบราณที่เปิดประตูรับเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ทุกย่างก้าวบนบันไดหินช่างขรึมขลัง แสงไฟฉายสาดไปจับภาพสลักนูนต่ำเป็นใบหน้าคนราวกับมีชีวิต! น่าขนลุก แต่ก็งามดีนะครับ

เพียงไม่กี่นาที ยังไม่ทันเหนื่อยก็ขึ้นมาถึงส่วนบนสุดของบูโรพุทโธ และแล้วแสงแรกสีแดงเรื่อเรืองก็จับขึ้น ณ ปลายฟ้า จากนั้นอุณหภูมิแสงก็ค่อยๆแรงขึ้น ปลดปล่อยลำแสงสีส้มสาดลงมาอาบบูโรพุทโธไว้จนทั่ว นับเป็นวินาทีที่น่าประทับใจจริงๆ สมแล้วที่พุทธสถานแห่งนี้ยืนหยัดท้ากาลเวลามาได้นานกว่า 1,200 ปี และอุบัติขึ้นก่อนนครวัดในเขมรถึง 300 ปี! โดยนักโบราณคดีคำนวณไว้เล่นๆว่าบูโรพุทโธใช้หินก่อสร้างมากถึง 2 ล้านก้อน รวมน้ำหนักว่า 3,500,000 ตันทีเดียว!

หลังจากอาทิตย์ขึ้นแล้วเราก็ใช้เวลาตลอดเช้านั้นเดินชมส่วนต่างๆของบูโรพุทโธจนเต็มอิ่ม ทำให้รู้ว่าที่นี่มีลักษณะคล้ายกับภูเขาลูกย่อมๆ หรือจะเรียกว่าเป็นพีระมิดสีเหลี่ยมด้านเท่าก็ได้นะ และมีบันไดขึ้นได้จากทั้งสี่ทิศโดยช่างโบราณได้สร้างบูโรพุทโธอิงตามคติทางศาสนาไว้เป็น 3 ชั้น ตั้งแต่ชั้นล่างสุดเรียกว่าชั้น “กามาฐาน” หรือขั้นที่มนุษย์ยังผูกพันอยู่กับความสุขทางโลก ชั้นถัดไปเรียกว่า “รูปธาตุ” หรือขั้นที่มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลสบางส่วน และชั้นบนสุดคือ “อรูปธาตุ” ที่มนุษย์ไม่ผูกพันกับความสุขทางโลกอีกต่อไป ส่วนนี้สร้างเป็นฐานกลมและเจดีย์ 72 องค์วนรอบพระสถูปประธาน “ศูนย์กลางของจักรวาล”
แม้ว่าบูโรพุทโธจะยิ่งใหญ่ปานใด แต่เมื่อศาสนาอิสลามเข้าครอบครองเกาะชวาได้ในศตวรรษที่ 15 ศาสนสถานแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างกลางป่ารก ผู้คนอพยพหนีหาย ซ้ำร้ายผลของน้ำท่วม แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ทำให้บูโรพุทโธทรุดโทรมจนน่าเศร้า จึงมีการบูรณะอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง กระทั่งองค์การยูเนสโกมาช่วยบูรณะจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ.2526 แล้วได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ.2534

บาหลี เกาะแห่งทวยเทพศักดิ์สิทธิ์

ในบรรดาเกาะทั้งหมดของอินโดนีเซีย คงจะไม่มีเกาะใดที่อวลด้วยกลิ่นอายแห่งความศรัทธาและทวยเทพศักดิ์สิทธิ์เท่าเกาะบาหลี (Bali) อีกแล้ว ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะไม่ว่าเราจะเดินทางไปยังสถานที่ใดก็จะมีภาพของศาลเจ้า เครื่องเซ่นสรวง การบูชา พิธีกรรม ขบวนแห่ และเสียงสวดมนต์แว่วมาจากที่ใดสักแห่งเสมอ ยิ่งถ้าได้ลองออกไปนอกเมืองตามชนบทไกลๆ ความเคร่งพิธีกรรมของผู้คนก็จะยิ่งแจ่มชัด นอกจากนี้หลายคนยังชอบไปเที่ยวบาหลีเพราะบอกว่าสาวบาหลีแต่งตัวสวย ข้อนี้ผมเห็นด้วย เพราะเธอแต่งกายมีสีสัน นุ่งผ้าโสร่งลาย เสื้อแขนยาวลูกไม้โปร่งๆบางๆแนบเนื้อ เซ็กซี่หน่อยๆ เหมาะสมกับอากาศร้อนดีครับ

จากเกาะชวาด้านตะวันออกสุดที่เมืองเคตาปัง (Ketapang) ลงเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะบาหลีที่เมืองกิลิมานัค (Kilimanuk) ได้สบายๆ ทิวทัศน์บนบาหลีนี้งามลือเลื่องไปทั่วโลกด้วยฉายา “เกาะมรกต” เนื่องจากพื้นที่กว่าร้อยละ 90 ยังปกคลุมด้วยป่าไม้และนาขั้นบันได โดยเฉพาะนาขั้นบันไดที่จาติลูวี (Jatiluwih) งามจนกลายเป็นมรดกโลกไปเลยล่ะ พอเข้าถึงเขตตัวเมืองก็ไม่รกตา เพราะเขาห้ามสร้างอาคารสูงเกิน 15 ชั้น เกาะบาหลีจึงได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพความเป็นเมืองวัฒนธรรม คล้ายถูกแช่แข็งไว้ในกาลเวลาเลยล่ะครับ

ถ้าคุณมีเวลาไม่มากแนะนำให้ขับรถเที่ยวเลาะทางด้านใต้ของเกาะก็สนุกแล้ว ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน หรือ 4 วัน 3 คืนก็ได้ตามสะดวก โดยพักที่เมืองหลวงคือเดนปาซาร์ (Denpasar) หรือเมืองคูต้า (Kuta) ก็ได้ จากนั้นออกไปเที่ยวแล้วกลับมานอนที่เดิม ยกเว้นว่าคุณจะขับรถขึ้นเหนือไปนอนที่เมืองอูบุด (Ubud) ซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมของบาหลี แต่อยู่ไกลหน่อยเลยต้องค้างที่นั่น

สถานที่เที่ยวแบบห้ามพลาดบนเกาะบาหลีมีหลากหลาย เช่น ภูเขาไฟคินตามานี (Kintamani) ทางตอนกลางของเกาะ ไปนอนรับอากาศเย็นและถ่ายภาพภูเขาไฟสวยๆกับทะเลหมอกในยามเช้า นับเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์มาก ไม่ไกลกันนักคือวัดเบดูกุล (Bedugul) ซึ่งเป็นวัดริมทะเลสาบบนภูเขาสูง ที่นี่เราจะได้ชมปุระหรือวัดเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 มีเจดีย์สูง 11 ชั้นที่ได้รับอิทธิพลจากจีนโดยตรง ส่วนอีกวัดหนึ่งที่ต้องไปก็คือวัดเบซากิห์ (Besakih) หรือ Mother Temple วัดใหญ่ที่สุดของบาหลี ซึ่งจะมีผู้คนแต่งกายพื้นเมืองเดินเทินของไปวัดกันอย่างคึกคักทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมที่มีเทศกาลสำคัญ
สถานที่แนะนำต่อมาก็คือ 2 วัดริมทะเลฝั่งใต้คือวัดทานาห์ ลอท (Tanah Lot) และวัดอูลูวาตู (Uluwatu) ทั้งสองแห่งตั้งอยู่บนเพิงผาริมทะเลที่สวยงามมาก ชวนให้ฉงนว่าเขาไปสร้างกันได้ยังไง ที่ทานาห์ ลอทมีคลื่นแรง คนที่ชอบเล่นเซิร์ฟเขาเลยไปรวมตัวกัน ส่วนที่อูลูวาตูเด่นด้วยจุดชมพระอาทิตย์ตกริมทะเล และมีการแสดงชุดรามายณะกันกลางวัดขณะที่อาทิตย์กำลังจะอัสดง คลาสสิกมากๆ และก่อนอำลาบาหลี อย่าลืมไปเที่ยวหมู่บ้านเทงกานัน (Tenganan) หมู่บ้านแรกของคนบาหลีที่เก่าแก่นับร้อยๆปี

ทั้งหมดนั้นคือบางส่วนเสี้ยวของอินโดนีเซีย ดินแดนหนึ่งหมื่นเจ็ดพันเกาะที่มีครบรสหลากหลายให้เลือกเที่ยว ซึ่งผมอยากยกย่องให้เป็น The Wonder Destination on Earth อย่างแท้จริงครับ!

Traveller’s Guide

-ชวา เที่ยวเองได้ไม่ลำบาก ถ้าจะไปตามเส้นทางนี้ควรมีเวลาอย่างน้อย 7-10 วัน การเดินทางจากไทยแนะนำ Air Asia โทร. 0-2515-9999 www.airasia.com เส้นทางกรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์-สุราบายา ส่วนสายการบินอื่นต้องไปลงที่จาการ์ต้าแล้วต่อรถไฟไปสุราบายาอีกทอดหนึ่ง
การเที่ยวบนเกาะชวาและเกาะบาหลี สะดวกสุดคือเช่ารถพร้อมคนขับซึ่งทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วย เที่ยวบูโรพุทโธ ค่าเข้าชมคนละ 11 ยูเอสดอลลาร์
เรือเฟอร์รี่ชวา-บาหลี จากชวาที่เมืองเคตาปัง (Ketapang) ลงเฟอร์รี่ไปที่เมืองกิลิมานัค (Kilimanuk) เรือออกทุกๆ 30 นาที ค่าโดยสารคนละ 29,000 รูเปียห์ (1,000 รูเปียห์ เท่ากับประมาณ 4.50 บาท) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที
-ที่พักแรมมีมากมายให้เลือกหลายราคา ของกินสะดวกสบาย บนเกาะชวานอกจากอาหารตามโรงแรมแล้ว ข้างทางยังมีร้านเล็กๆของชาวบ้านเรียกว่า วารุง (Warung) ขายข้าวแกง-ผัดผัก-ไก่ทอดราดข้าว รวมทั้งยังมีกาแฟชวา (Kopi panas) ที่เข้มข้นสุดยอด ส่วนบนเกาะบาหลีมีอาหารทะเลให้เลือกจุใจ 
-ดูข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการเตรียมตัวที่ www.east-java.com, www.javatourism.com, www.indonesia-tourism.com, www.ijendiscovery.com, www.yogyatours.com, www.central-java-tourism.com, www.baliguide.com, www.borobudurpark.com
-ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือฤดูร้อน เดือนเมษายน-ตุลาคม ควรหลีกเลี่ยงเดือนมกราคมเพราะฝนตกชุก

 

Subscribe Now!

Subscribe Now!

สมัครสมาชิกวันนี้ 12 ฉบับ เพียง 1,200 บาท เลือกรับของกำนัลมูลค่า 400 บาท ทันที

Explorer Caravan

TAT ISAN

Exhibition

Rain Forest Resort

Abuse violence web

Abuse violence web

Ads Rate

You are here: Home

Archives

Archives

Contact Address

Explorer Channel Co.,Ltd.
3476/5 Soi.138 Ladphrao
Bangkapi Bangkok 10240

  • Tel: (+66) 0-2734-0654
  • Fax: (+66) 0-2734-0653
  • Email: nxplorer@truemail.co.th
  • Website: www.natureexplorer.net